รองปลัดกรุงเทพมหานครแต่ละคนนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานที่ประชุม เราแอบอึ่งในใจว่า เขาเก่งกันทุกคนขึ้นเป็นปลัดกรุงเทพมหานครได้ทุกคนเลย

 ผู้บริหารที่เก่งในสายตาเรา

การแต่งตั้งข้าราชการประจำกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นผู้บริหารแต่ละครั้งทำให้นึกถึง...การมีโอกาสได้ทำงานและได้ร่วมประชุมกับผู้บริหาร กทม. ตั้งแต่สมัยเข้าทำงานใหม่ ๆ (ปี พ.ศ. 253...กว่าๆ)...ในการทำงานจะพบข้าราชการระดับหัวหน้าที่เก่งทั้งระเบียบและเก่งสอนงาน...ในระดับปฏิบัติก็จะพบข้าราชการที่เก่งทั้งการทำงานและเก่งเรียนรู้งาน โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบครูพักลักจำมักจะเป็นนักปฏิบัติที่โดดเด่นมาก (เรารู้หรือสังเกตได้ว่าเทคนิคหรือเนื้อหาสาระนี้เขาจำเอามาจากใครหรือผู้บริหารคนไหน) ในการเข้าประชุมกับผู้บริหารระดับสูง...โดยเฉพาะเมื่อรองปลัดกรุงเทพมหานครแต่ละคนนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานที่ประชุม เราแอบอึ่งในใจว่า เขาเก่งกันทุกคนขึ้นเป็นปลัดกรุงเทพมหานครได้ทุกคนเลย”…เขาทั้งเก่งและรอบรู้ เขาเก่งทั้งการกำกับการประชุม การตัดสินใจ การรู้ระเบียบการทำงานและที่สำคัญคือรู้รายละเอียดขั้นตอนการทำงาน...เมื่อเราแอบไปสอบถามถึงประวัติการทำงานแต่ละคนจากคนที่เรารู้จัก...พบว่าแต่ละคนเติบโตมาในสายงาน...ผ่านการปฏิบัติงานจริงมาตามขั้นตอนกระบวนการ...มีความโดดเด่นชัดเจนในสายงานนั้นๆ  

ในวันนี้ กทม. ขาดหัวหน้า ขาดผู้บริหารจำนวนมาก จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม...เมื่อมีการแต่งตั้งผู้บริหารแต่ละครั้งเราก็ภาวนาว่า...ขอให้ได้คนเก่งอย่างที่เราคิดมาเป็นผู้บริหาร เพราะผู้บริหารแต่ละคนไม่ว่าจะระดับต้นหรือระดับสูงทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน...โดยเฉพาะงบประมาณของ กทม.ที่มีจำนวนมหาศาล (ในแต่ละปี กทม. ต้องบริหารงบประมาณกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท)

เพราะว่า...การนำเงินมหาศาลมาใช้ในภารกิจของ กทม. ควรจะคุ้มค่า...และตัวแปรที่สำคัญในการตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในภารกิจแต่ละปีงบประมาณ คือ ผู้บริหารระดับต้นเพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้เสนอโครงการ/กิจกรรมที่ต้องใช้เงินงบประมาณ หากผู้บริหารเหล่านั้นเสนอโครงการ/กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง...หรือเสนอโครงการ/กิจกรรมโดยไม่รู้รายละเอียดภารกิจการทำงานที่แท้จริง(อาจจะเพราะไม่เคยผ่านการปฏิบัติงานนั้นๆ)...สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กทม.จะได้ผลผลิตของงานที่ไม่คุ้มกับเงินที่ใช้ไป

ในระดับประเทศ นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่โกงกินงบประมาณแผ่นดินจากโครงการ/กิจกรรมใหญ่ๆ มักจะคิดว่า ผลประโยชน์มหาศาลมันคุ้มค่า...กว่าใครจะรู้ว่าโกงก็ต้องใช้เวลานานในการสืบค้น...หรือเมื่อจับได้ว่าโกงก็ต้องใช้เวลาสอบสวนอีกนานกว่าจะมาถึงตัว...หรือหากถึงที่สุดเมื่อถึงชั้นศาลก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะตัดสินสิ้นสุดในชั้นศาลฎีกา(บางทีคนผิดอาจจะตายไปแล้ว)...ที่สำคัญเมื่อพบหลักฐานว่าโกงกิน ผู้ที่รับผิดชอบอันดับแรกคือข้าราชการประจำระดับต้นที่ต้องเริ่มต้นดำเนินโครงการ/กิจกรรม เฮ้ย...ข้าราชการ กทม.(ฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ)...คิดแบบนี้หรือเปล่านะ

ในวันที่แต่งตั้งผู้บริหารจำนวนมาก เราภาวนาว่าขอให้ได้คนเก่งอย่างที่เราคิดมาเป็นผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้บริหารระดับต้นที่ต้องเริ่มต้นดำเนินโครงการ/กิจกรรม...สำหรับเราแล้วหากมองที่มิติของความเก่งแล้ว...คนเก่งอย่างที่เราคิดควรเป็นคนที่มีหลักการเติบโตมาในสายงาน...ผ่านการปฏิบัติงานจริงมาตามขั้นตอนกระบวนการ...มีความโดดเด่นชัดเจนในสายงาน...ควรมีความอาวุโสหากไม่อาวุโสหากจะแต่งตั้งข้ามหัวผู้อาวุโสที่เก่ง...ก็น่าจะมีความโดดเด่นอย่างหาตัวจับยาก...ซึ่งคงได้แต่ภาวนานะ...เพราะในความจริงแล้ว...ผลของการแต่งตั้งที่ผ่านมายังคงพัวพันกับการร้องเรียนและการรอผลของข้อร้องเรียนนั้นๆ อยู่มากมาย...

สงสาร...ผู้บริหารที่มีอำนาจแต่งตั้งที่ไม่รู้จักตัวตนผู้ถูกเสนอชื่อ...จึงต้องเชื่อบรรดาผู้บริหารระดับรองลงมาที่เสนอชื่อมาให้...แล้วก็แต่งตั้งด้วยความเกรงใจหรือภาษาสวยๆ คือ ให้เกียรติผู้เสนอชื่อ” 

สงสาร...ผู้ถูกแต่งตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งแบบไม่เหมาะสม...หากจะถูกร้องเรียนและยกเลิกผลการแต่งตั้งในอนาคต เพราะมาแบบผิดปกติ

สงสาร...ผู้ถูกแต่งตั้งที่ไม่ได้เติบโตมาในสายงานหรือเติบโตเร็วจนผ่านการปฏิบัติงานจริงมาน้อยมาก...เพราะหากทำงานไม่เป็นจะเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ร่วมงาน(และอาจจะโดนวางยาโดยไม่รู้ตัว)

สงสาร...ผู้ถูกแต่งตั้งที่จะต้องทำงานบางอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้แต่งตั้งหรือกลุ่มผู้มีส่วนแต่งตั้ง

สงสาร...ตัวเองเมื่อเขาเหล่านั้นบอกเป็นคำเดียวกันว่า กูได้แล้ว...เรื่องอื่นกูไม่สน

เฮ้ย...คนพวกนี้จะต้องบริหารเมืองกรุงเทพต่อไป...สงสารประชาชนตาดำๆ ว่ะ

 

 

 

 

JSN Epic template designed by JoomlaShine.com